Jun 19 2015

อิทธิพลของพระพุทธศาสนาในครั้งพุทธกาล

10

พระพุทธศาสนาได้อุบัติขึ้นท่ามกลางสังคมอินเดียทีมีความหลากหลายด้านความเชื่อศาสนา ลัทธิต่าง ๆ ที่อุบัติขึ้นก่อนพระพุทธศาสนา และที่เกิดขึ้นไล่เลี่ยกันตลอดจนลัทธิที่เกิดขึ้นมาภายหลังอีกมากมาย แม้ว่าพระพุทธศาสนาจะเกิดขึ้นมาในดินแดนชมพูทวีปหรืออินเดียเหมือนกับลัทธิศาสนาต่าง ๆ เหล่านั้น แต่พุทธศาสนามีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากลัทธิศาสนาต่างๆ ได้แก่การอุบัติขึ้นมาพร้อมกับการปฏิรูปสังคมอินเดียเสียใหม่ คือพุทธศาสนาได้เสนอหลักทฤษฎีใหม่ซึ่งหักล้างกับความเชื่อดั้งเดิมของชาวอินเดียไปมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักการที่แตกต่างจากศาสนาพราหมณ์โดยสิ้นเชิงเมื่อเป็นเช่นนั้น เมื่อพุทธศาสนาเคยได้เจริญรุ่งเรืองในอินเดียมาก่อนย่อมจะทำให้สังคมอินเดียได้รับอิทธิพลด้านความคิด ความเชื่อจากพระพุทธศาสนาอย่างแน่นอนเมื่อความคิด ความเชื่อ หรือทัศนคติของคนอินเดียเป็นอย่างไร ก็ย่อมส่งผลให้สังคมเป็นไปอย่างนั้นด้วยแม้ว่าปัจจุบันนี้จะเหลือแต่ภาพเก่า ๆ ของพุทธศาสนาในความทรงจำของผู้คนหรืออาจจะลืมไปแล้วก็ตามสำหรับคนอินเดีย แต่อิทธิพลของของพุทธศาสนาที่เคยมีบทบาทต่อสังคมอินเดียนั้นยังปรากฏอยู่ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ดังจะได้กล่าวต่อไปนี้ หลังจากที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้วภารกิจอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธองค์คือ การชี้นำแนวทางดำเนินชีวิตที่ถูกต้องแก่มวลประชากรเพื่อความสุขสงบแก่ชีวิตและสังคม แม้ว่าจะยากลำบากเพียงใดก็ตาม พระองค์ใช้เวลาที่มีอยู่ตลอดพระชนม์ชีพ๔๕ พรรษา เผยแผ่หลักธรรมคำสั่งสอนจนพุทธศาสนาแพร่หลายในแคว้นต่าง ๆมีประชาชนศรัทธาเลื่อมใสและอุทิศตนเป็นพุทธสาวก นับถือพระพุทธศาสนาจำนวนมากมาย

พระพุทธองค์มิได้จำกัดบุคคลในการเทศน์สอนว่าเป็นชนชั้นวรรณะใด เพศใด อาชีพใด หรืออายุวัยใด ทรงแสดงธรรมแก่บุคคลทุกระดับไม่จำกัดขอบเขต หากเขามีความสามารถที่จะรับรู้ธรรมได้ ก็ทรงให้โอกาสเสมอจนมีพุทธศาสนิกชนทุกระดับ ตั้งแต่พระราชามหากษัตริย์ จนถึงคนอนาถาทั้งวรรณะพราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ ศูทร และจัณฑาล พุทธธรรมได้แทรกซึมอยู่ในบุคคลทุกกลุ่มทุกวัย ทุกสาขาอาชีพ สิทธิเสรีภาพของบุคคลได้ถูกเปิดออกโดยหลักการของพุทธศาสนาเพราะเมื่อก่อนได้ถูกครอบงำ ปิดกั้นสิทธิเสรีภาพโดยความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์ประชาชนส่วนมากได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนาในการดำเนินชีวิต เช่นการมีความเชื่อเรื่องกรรมแทนความเชื่อเรื่องพระพรหมลิขิต การถวายทาน การปฏิบัติตามศีล ๕ ศีล๘ เป็นต้น แม้พระราชาผู้ปกครองแว่นแคว้นก็ทรงปกครองโดยทศพิธราชธรรมดังปรากฏว่ามีพระราชาหลายพระองค์ที่ทรงเป็นพุทธสาวก เช่นพระเจ้าพิมพิสารแห่งแคว้นมคธ พระเจ้าปเสนทิโกศล พระราชาแห่งแคว้นโกศล เป็นต้น ทรงเป็นพุทธมามกะและได้ปกครองบ้านเมืองด้วยหลักธรรมทางพุทธศาสนา ทรงอุปถัมภ์พุทธศาสนาด้วยการทนุบำรุงพระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน และได้สร้างวัดวาอารามต่างๆ ถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ด้วย

Comments Off

May 28 2015

ศาสนาพุทธมีคำสอนแตกต่างจากศาสนาอื่นอย่างไร

หลายคนนับถือศาสนามาตั้งแต่เกิด ถูกถ่ายทอดต่อๆกันมาจากบรรพบุรุษจากรุ่นสู่รุ่น โดยที่ไม่รู้เลยว่าแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออะไร นับถือแล้วมีผลอย่างไร

ศาสนาต่างๆนั้นต่างสอนให้คนนับถือ เลื่อมใส และศรัทธา ให้ปฏิบัติตามเพื่อให้เป็นคนดีของสังคม ยกเว้นบางศาสนาที่ให้เชื่อในความกลัว นับถือภูตผีปีศาจ จนทำให้ผู้ที่นับถือออกนอกลู่นอกทางส่งผลเสียต่อชีวิต

ผู้ที่ศึกษาด้านศาสนาอย่างแท้จริง จะพอเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างศาสนาและลัทธิต่างๆ และสามารถพอที่จะแยกแยะความแตกต่าง ในความเชื่อความศรัทธาที่มีมาในศาสนาของตนเองกับศาสนาอื่นได้ เช่น ความแตกต่างระหว่างศาสนาพุทธและศาสนาหรือลัทธิอื่นๆ เป็นเรื่องที่ผู้ที่สนใจพอจะสังเกตถึงความแตกต่างของศาสนาทั้งหมด

ในศาสนาพุทธนั้น เน้นให้มองเห็นโลกในความเป็นจริง เพื่อเข้าถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เข้าถึงหลักการในหัวใจของพระพุทธศาสนา โดยยึดร่างกายและจิตใจของผู้นับถือเป็นหลัก เป็นเรื่องที่ต้องลงมือปฏิบัติจริง เพื่อพิสูจน์ด้วยตนเอง ไม่สามารถให้ผู้อื่นปฏิบัติแทนได้

ในศาสนาอื่นๆต้องเชื่อตามที่ผู้สอนพยายามโน้มน้าวให้เชื่อใน พระเจ้า เทพเจ้า กายทิพย์ หรือวัตถุสิ่งของที่น่าเคารพศรัทธาเลื่อมใส ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่เหนือจิตใจ จึงเป็นเรื่องยากลำบากที่จะพิสูจน์หรือค้นหา เพื่อให้เห็นจริงตามนั้นได้ด้วยตนเอง ต้องรอให้สิ่งต่างๆดังกล่าวดลบันดาลให้เกิดผลต่อผู้ที่ศรัทธานับถือ ล้วนมาจากความคิดของตนเอง

ความแตกต่างของศาสนาพุทธและศาสนาอื่นแตกต่างกันด้วย 3 ข้อหลัก คือ

1.ละชั่ว

2.ทำดี

3.ชำระจิตใจให้บริสุทธิ์หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองทั้งหลาย

ขณะที่ศาสนาอื่นๆเน้นให้ขอพรจากสิ่งต่างๆให้เข้ามาช่วยเหลือหรือดลบันดาลให้ แต่ศาสนาพุทธนั้นคือการลงมือพิสูจน์ค้นหาความจริง ปฏิบัติตามหลักมรรคมีองค์ 8 เพื่อจะได้รู้เห็นความเป็นจริงได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องมัวแต่ขอพรจากสิ่งที่มองไม่เห็น

ศาสนาต่างๆมีความแตกต่างกันอยู่ที่ผู้ปฏิบัติจะยึดตามหลักปฏิบัติใด โดยอาศัยความเพียรพยายามอย่างจริงจัง เพื่อให้เข้าถึงจิตใจของตนเอง แต่อย่างไรก็ตามศาสนาที่ดีย่อมเป็นศาสนาที่สอนให้ทุกคนเป็นคนดี

Comments Off

Mar 30 2015

ศาสนาเป็นสถาบันหนึ่งในสังคมซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญต่างๆ

ศาสนาเป็นสถาบันหนึ่งในสังคม ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญ คือ หลักธรรมคำสอน พิธีกรรมที่แสดงออกถึงความเชื่อนั้น และความเชื่อ และวิธีการปฏิบัติในชีวิตประจำวันศาสนามีบุคลากรทางศาสนาเป็นผู้สั่งสอนหลักธรรม ประกอบพิธีกรรม และเป็นผู้บริหารจัดการในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับศาสนาศาสนาในสังคมไทยมีหลายศาสนา คือ พุทธศาสนา ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ศาสนาของชาวจีน และศาสนาของชาวเขาบางครั้งเรียกว่า ความเชื่อของชาวจีน และความเชื่อของชาวเขา เนื่องจากเห็นว่า ไม่มีโครงสร้างสถาบันทางศาสนาอย่างเด่นชัด มีขนาดเล็ก และกระจัดกระจายไปตามกลุ่มคนในที่ต่างๆ โดยไม่มีความเชื่อมโยงกันเป็นระบบเหมือนศาสนาอื่นๆ ศาสนาเป็นเรื่องความเชื่อศรัทธาในหลักธรรมคำสอน ซึ่งให้คำอธิบายเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิต ความเป็นมา ความเป็นอยู่ และความเป็นไป อธิบายอดีต ปัจจุบัน และอนาคต อธิบายสาเหตุของปัญหาต่างๆ ทำให้เกิดความสงบ และความหวังในชีวิต

พิธีกรรมคือ การแสดงออกถึงความเชื่อเหล่านี้ ตั้งแต่คนเกิดมา จนถึงตาย มีพิธีกรรมเกี่ยวกับชีวิต พิธีกรรมตามฤดูกาล ตามเทศกาล หรือวันสำคัญที่ศาสดา และประเพณีได้กำหนด และกระทำสืบต่อกันมา พิธีกรรมเหล่านี้ นอกจากจะให้ความหมายเกี่ยวกับชีวิตแล้ว ยังเป็นการกระชับความเชื่อ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ด้วยกัน และระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม ทำให้หลักธรรมคำสอน และกฎเกณฑ์ต่างๆ ของศาสนา ได้รับการเคารพนับถือ และปฏิบัติตามความเชื่อในศาสนาแสดงออกในการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้นับถือศาสนานั้นๆ ซึ่งมีกฎหรือบัญญัติ ที่เรียกชื่อต่างๆ กันเป็นแนวทาง อย่างเช่น พุทธศาสนามีศีล ๕ และหลักศีลธรรม จริยธรรม หลายประการตามในพระไตรปิฎก ศาสนาคริสต์มีบัญญัติ ๑๐ ประการ และบทบัญญัติอื่นๆ ที่ปรากฏในพระคัมภีร์ไบเบิล ศาสนาอิสลามมีหลักเกณฑ์อย่างละเอียด ในการดำเนินชีวิต ในทุกด้าน เหล่านี้เป็นต้น

การปฏิบัติศาสนากลายเป็นเรื่องไสยศาสตร์ไป เมื่อคนปฏิบัติศาสนา โดยคิดแบบไสยศาสตร์ ปฏิบัติเพื่อผลเฉพาะหน้า บนบานขอโชคลาภ เช่น การแขวนพระ น่าจะมีความหมายเพียง เพื่อเตือนสติให้รำลึกถึงพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า คนจำนวนมากแขวนพระ เพื่อเป็นเครื่องรางของขลัง ให้พระคุ้มครองรักษา โดยอาจจะไม่เคยคิดถึงพระธรรม หรือรักษาศีลเลย คนที่คิดเช่นนี้ย่อมสงสัยว่า ทำไมทำดีไม่ได้ดีเสมอไป ทำไมคนชั่วจึงได้ดีมีบ่อยครั้ง คนที่ปฏิบัติศาสนาอย่างถูกต้องจะไม่สงสัยหลักธรรมข้อนี้เลย เพราะเขาทำดีเมื่อใด เขาก็ได้ดีในจิตใจเมื่อนั้น ไม่ได้หวังผลตอบแทนเป็นลาภยศ นอกนั้นชีวิตของเขาที่ประกอบแต่กรรมดี ย่อมเป็นชีวิตที่ดีงามอยู่แล้ว

Comments Off

Feb 26 2015

คนไร้ศาสนากำลังมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆในระยะ 7 ปีที่ผ่านมา

ปัจจุบันความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ก้าวหน้ามากขึ้น เริ่มเข้าใจกฎธรรมชาติมากขึ้นเราจึงเข้าใจสิ่งที่เกิดมากขึ้นว่าเกิดเพราะอะไร สามารถคาดเดาและรู้ได้ ทำให้ให้กลุ่มคนที่มีความรู้มากเริ่มคิดว่าที่เคารพกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายหวังพึ่งอำนาจพิเศษ เมื่อลองคิดดูแล้วว่าไม่ใช่สุดท้ายคนกลุ่มนี้มีความคิดเห็นว่าทุกอย่างต้องอยู่ที่ตัวเราเมื่อจะให้เคารพกราบไหว้สิ่งใดก็คิดว่า Make Sense จึงประกาศตนเองเป็นคนไม่มีศาสนาซึ่งเป็นที่มาของคนที่ไม่มีศาสนาเพิ่มขึ้น ส่วนมากเป็นการปฎิเสธศาสนาที่เป็นเทวนิยมเพราะรู้สึกว่าไม่มีหลักเหตุผล แต่คนไม่มีศาสนาจำนวนไม่น้อยที่แสวงหาว่าคำสอนใดที่เป็นที่พึ่งให้กับพวกเขาได้และมีจำนวนไม่น้อยที่มาพบคำตอบที่แท้จริงในพระพุทธศาสนา

ร้อยละ 84 ของประชากรโลก หรือประมาณ 6.9 ล้านคน ระบุตนเองว่านับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ในส่วนของผู้ที่ระบุว่าไร้ศาสนาหมายรวมถึงผู้ที่แสดงตนว่าไม่ได้นับถือศาสนาใดๆเลย อาทิ ผู้ที่ปฏิเสธการมีพระเจ้า หรือไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง และผู้ที่มีความศรัทธาในเรื่องจิตวิญญาณที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับศาสนาใด หลายคนอาจคิดว่าคนที่ไม่นับถือศาสนานั้น อาจไม่นับถือเพราะเขาไม่ได้ศึกษาเกี่ยวกับศาสนามามากพอ แต่ศูนย์วิจัยทดลองให้กลุ่มตัวอย่างจากแต่ละศาสนา ลองตอบคำถามเกี่ยวกับศาสนาแต่ละศาสนาดู ปรากฏว่าผู้ที่ไม่นับถือศาสนาได้คะแนนสูงกว่าคนที่นับถือศาสนาทุกศาสนา แม้ว่าคนไม่มีศาสนาจะยังเป็นคนส่วนน้อยในโลก แต่ก็กำลังมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆในระยะ 7 ปีที่ผ่านมา ผลสำรวจพบว่ามีผู้ไม่นับถือศาสนาเพิ่มขึ้นทั่วโลก 9 เปอร์เซ็นต์ โดยในบางประเทศเช่น ฝรั่งเศส ไอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ และเวียดนาม ผู้ที่เคยนับถือศาสนากว่า 20 เปอร์เซ็นต์เปลี่ยนใจเป็นไม่นับถือศาสนา

คนที่ไม่แสดงตัวว่าตนเองนับถือศาสนาใด คืออยู่ในภาวะที่ไม่นับถือศาสนาและไม่ได้แบ่งแยกนับถือหรือเป็นปรปักษ์กับศาสนาใดศาสนาหนึ่ง วางตัวแบบอศาสนิกชนเป็นคนที่ไม่นับถือศาสนาใดๆ เหตุผลที่คนส่วนใหญ่เลิกที่จะไม่นับถือศาสนา  ส่วนหนึ่งมาจากตนเองยังแยกไม่ออกว่าหลักการใดที่ควรยึดถือ ซึ่งมุมมองของเราจะมองว่าเป็นการนับถือศาสนาอย่างหนึ่งเหมือนกัน เพราะเป็นการยึดถือทิฐิ ความเชื่อที่แตกต่างกัน เชื่อว่าไม่เชื่อในคำสอนของศาสนาไหน อาจจะมีเหตุผลต่างๆ เช่น ศาสนาเป็นเรื่องไกลตัว ถ้าเจอครูดีศาสนาก็อยู่ใกล้ตัวคือวิถีชีวิตเป็นสิ่งที่จะปรับปรุงตนเองได้ ศาสนาไม่สามารถเติมเต็มความต้องการทางจิตวิญญาณซึ่งมาจากการผิดหวังจากศาสนาจากบรรพบุรุษ

Comments Off

Jan 29 2015

พระพุทธองค์มิได้จำกัดบุคคลในการเทศน์สอนว่าเป็นชนชั้นวรรณะใด เพศใด อาชีพใดหรืออายุวัยใด

พระพุทธศาสนาได้อุบัติขึ้นท่ามกลางสังคมอินเดียทีมีความหลากหลายด้านความเชื่อ ศาสนา ลัทธิต่าง ๆ ที่อุบัติขึ้นก่อนพระพุทธศาสนา และที่เกิดขึ้นไล่เลี่ยกัน ตลอดจนลัทธิที่เกิดขึ้นมาภายหลังอีกมากมาย แม้ว่าพระพุทธศาสนาจะเกิดขึ้นมาในดินแดนชมพูทวีป หรืออินเดียเหมือนกับลัทธิศาสนาต่าง ๆ เหล่านั้น แต่พุทธศาสนามีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากลัทธิศาสนาต่าง ๆ ได้แก่การอุบัติขึ้นมาพร้อมกับการปฏิรูปสังคมอินเดียเสียใหม่ คือพุทธศาสนาได้เสนอหลักทฤษฎีใหม่ ซึ่งหักล้างกับความเชื่อดั้งเดิมของชาวอินเดียไปมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักการที่แตกต่างจากศาสนาพราหมณ์โดยสิ้นเชิง เมื่อเป็นเช่นนั้น เมื่อพุทธศาสนาเคยได้เจริญรุ่งเรืองในอินเดียมาก่อน ย่อมจะทำให้สังคมอินเดียได้รับอิทธิพลด้านความคิด ความเชื่อจากพระพุทธศาสนาอย่างแน่นอน เมื่อความคิด ความเชื่อ หรือทัศนคติของคนอินเดียเป็นอย่างไร ก็ย่อมส่งผลให้สังคมเป็นไปอย่างนั้นด้วย แม้ว่าปัจจุบันนี้จะเหลือแต่ภาพเก่า ๆ ของพุทธศาสนาในความทรงจำของผู้คน หรืออาจจะลืมไปแล้วก็ตามสำหรับคนอินเดีย แต่อิทธิพลของของพุทธศาสนาที่เคยมีบทบาทต่อสังคมอินเดียนั้น ยังปรากฏอยู่ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน

พระพุทธองค์มิได้จำกัดบุคคลในการเทศน์สอน ว่าเป็นชนชั้นวรรณะใด เพศใด อาชีพใด หรืออายุวัยใด ทรงแสดงธรรมแก่บุคคลทุกระดับ ไม่จำกัดขอบเขต หากเขามีความสามารถที่จะรับรู้ธรรมได้ ก็ทรงให้โอกาสเสมอ จนมีพุทธศาสนิกชนทุกระดับ ตั้งแต่พระราชามหากษัตริย์ จนถึงคนอนาถา ทั้งวรรณะพราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ ศูทร และจัณฑาล พุทธธรรมได้แทรกซึมอยู่ในบุคคลทุกกลุ่ม ทุกวัย ทุกสาขาอาชีพ สิทธิเสรีภาพของบุคคลได้ถูกเปิดออกโดยหลักการของพุทธศาสนา เพราะเมื่อก่อนได้ถูกครอบงำ ปิดกั้นสิทธิเสรีภาพโดยความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์ ประชาชนส่วนมากได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนาในการดำเนินชีวิต เช่นการมีความเชื่อเรื่องกรรม แทนความเชื่อเรื่องพระพรหมลิขิต การถวายทาน การปฏิบัติตามศีล ๕ ศีล ๘ เป็นต้น แม้พระราชาผู้ปกครองแว่นแคว้นก็ทรงปกครองโดยทศพิธราชธรรม ดังปรากฏว่ามีพระราชาหลายพระองค์ที่ทรงเป็นพุทธสาวก เช่นพระเจ้าพิมพิสาร แห่งแคว้นมคธ พระเจ้าปเสนทิโกศล พระราชาแห่งแคว้นโกศล เป็นต้น ทรงเป็นพุทธมามกะ และได้ปกครองบ้านเมืองด้วยหลักธรรมทางพุทธศาสนา ทรงอุปถัมภ์พุทธศาสนา ด้วยการทนุบำรุงพระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน และได้สร้างวัดวาอารามต่าง ๆ ถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ด้วย

Comments Off

Next »